วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การบ้าน

การบ้าน

คำชี้แจง.........
1. ตอบคำถามได้ไม่เกินวัน อาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2553 เวลา 00.00 น.
2. ตอบคำถามพร้อมทั้งแสดงวิธีทำลงช่องแสดงความคิดเห็น แล้วคลิกเลือก ปุ่ม "ส่งความคิดเห็น"
3. คะแนนจะเรียงลำดับจากคนที่ตอบคำถามก่อนแล้วก็จะลดลงเรื่อย ๆ
4. เขียนชื่อ-นามสกุล เลขที่ ไว้ตอนท้ายของคำตอบ

.................................................................................

1. มีกี่วีิธีที่จะปลูกต้นมะม่วง 2 ต้น ชมพู่ 3 ต้น และน้อยหน่า 2 ต้น เป็นแถวตรง ถ้าต้นไม้ชนิดเดียวกันมไม่มีความแตกต่างกัน

2. ในการแข่งขันฟุตบอลปีหนึ่ง โรงเรียนเข้าแข่งขัน 8 ครั้งมีกี่วิธีที่โรงเรียนนี้จะชนะ 4 ครั้ง แพ้ 3 8รั้งและเสมอ 1 ครั้ง

3 เด็กนักเรียน 10 คน ขออาศัยรถ 3 คัน ที่ผ่ามาในซอยเพื่อไปลงถนนใหญ่ ถ้ารถ 3 คัน มีที่ว่าง 2,4 และ 5 ที่นั่งตาลำดับ มีกี่ิธีที่เด็ดทั้งสามคนจะขึ้นรถ

4. มีกี่วิธีที่จะเลือกกรรมการ 3 คน จากลุ่มของชาย 5 คน และหญิง 3 คน ถ้า
4.1 เลือกโดยไม่มีข้อแม้ ใด ๆ
4.2 กรรมการชุดนี้ต้องประกอไปด้วย ชาย 2 คน และหญิง 1 คน
4.3 กรรมการชุดนี้ต้องประกอบไปด้วย ชาย 1 คน และหญิง 2 คน โดยมีหญิงคนที่ 1 ต้องเป็นกรรมการเสมอ

......................................................................................

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า จะต้องเร่งงาน และการเร่งงานที่ดีควรจะทำอย่างไร ทั้งนี้ลองยกตัวอย่างประกอบการเร่งด้านพัฒนา

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเร่งโครงการให้เสร็จเร็วขึ้น สามารถทำได้โดยการเร่งให้กิจกรรมวิกฤต เสร็จเร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะทำได้โดยการเพิ่มทรัพยากร เช่น คนงาน เวลา หรือเครื่องมือในการดำเนินการ แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าการทำงานตามปกติ
ในโครงการหนึ่งๆ จะมีกิจกรรมวิกฤต มากกว่า 1 กิจกรรม ซึ่งในแต่ละกิจกรรม จะมีวิธีการดำเนินงานที่ต่างกัน ใช้ทรัพยากรที่ต่างกัน จึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป ดังนั้นเมื่อจำเป็นต้องมีการเร่งโครงการเกิดขึ้น ผู้บริหารควรที่จะวิเคราะห์ได้ว่า ควรเร่งกิจกรรมใดบ้าง จึงจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีที่สุด และเสียค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด
การเร่งโครงการ เป็นการวิเคราะห์ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับค่าใช้จ่าย (Time-cost tradeoffs) จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลต่อไปนี้
1. เวลาดำเนินงานตามปกติ ( Normal time , Tn) คือเวลาที่ประมาณไว้ในขั้นตอนการวางแผน
2. เวลาดำเนินการอย่างเร่งรัด (Crash time , Tc) คือ ระยะเวลาสั้นที่สุดที่จะเร่งกิจกรรมนั้นๆ
เช่น กิจกรรม A โดยปกติใช้เวลาดำเนินการ 5 วัน แต่สามารถเร่งให้เสร็จได้โดยใช้เวลา 2 วันเป็นต้น
3. ค่าใช้จ่ายปกติ (Normal cost , Cn) คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อกิจกรรมมีการดำเนินงานตามปกติ
4. ค่าใช้จ่ายเร่งรัด (Crash cost , Cc) คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเร่งกิจกรรมนั้นๆ ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เช่น กิจกรรม A ใช้ค่าใช้จ่าย 1000 บาทในการทำให้เสร็จ 5 วัน ถ้าต้องการเร่งงานให้เสร็จใน 2 วัน อาจต้องมีการจ้างคนงานเพิ่มขึ้น มีการใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 1600 บาท เป็นต้น




ในการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเร่งงาน จะทำการคำนวณค่าใช้จ่ายในการเร่งงานต่อหนึ่งหน่วยเวลา (Crash cost per time period) ดังนี้
ค่าใช้จ่ายในการเร่งงานหนึ่งหน่วยเวลา = (Cc - Cn)/(Tn - Tc)
ค่าใช้จ่ายในการเร่งงาน 1 วัน สำหรับกิจกรรม A = (1600 - 1000)/(5-2) = 200 บาท

ขั้นตอนในการเร่งโครงการ
1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการเร่งโครงการ
2. คำนวณเวลาแล้วเสร็จตามปกติของโครงการ ระบุเส้นทางวิกฤต และกิจกรรมวิกฤต
3. เร่งกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายในการเร่งงานต่อหน่วยต่ำที่สุด ในกรณีที่มีเส้นทางวิกฤตมากกว่า 1 เส้นทาง ให้เลือกกิจกรรมวิกฤตที่มีค่าใช้จ่ายในการเร่งงานต่ำที่สุดในแต่ละเส้นทาง และเร่งกิจกรรมเหล่านั้นให้เสร็จเร็วขึ้นเท่าๆ กัน
4. คำนวณเวลาแล้วเสร็จของโครงการ ถ้าโครงการยังไม่เสร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้กลับไปทำขั้นตอนที่ 3 ถ้าเป็นไปตามเป้าหมายให้ทำขั้นตอนต่อไป
5. ตรวจสอบแผนงานการเร่งโครงการเพื่อปรับปรุงการกำหนดงาน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงไปได้บางส่วน

ทำไม pert จึงดีกว่าวิธ ี cpm และดีกว่าในประเด็นใด

ก่อนอื่น ขอพูดถึง pert และ cpm ก่อนน่ะครับ

PERT พัฒนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2501โดยกองทัพเรือสหรัฐร่วมกับ บูซ แอลเลน และ แฮมิลตัน (Booz Allen and Hamilton) และ ล๊อกฮีด แอร์คราฟต์ (Lockheed Aircraft) เพื่อใช้ในการบริหารโครงการขีปนาวุธโพลาริส (Polaris) ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) มากกว่า 9,000 ราย ลักษณะของโครงการเป็นการวิจัยและพัฒนา และมีการผลิตส่วนประกอบใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดผลิตมาก่อน ดังนั้นการประมาณระยะเวลาในการดำเนินการต่างๆ ในโครงการจึงไม่สามารถกำหนดลงไปได้แน่นอน ตายตัว จำเป็นต้องนำเอาแนวความคิดของความน่าจะเป็น (probability concept) เข้ามาประกอบด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า จุดเด่นของ PERT คือ การสามารถนำไปใช้กับโครงการที่มีเวลาดำเนินงานไม่แน่นอน

CPM พัฒนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2500 โดเคลลี (J.E. Kelly) แห่งเรมิงตัน แรนด์ (Remington Rand) ร่วมกับวอล์กเกอร์ (M.R. Walker) แห่งบริษัทดูปองต์ (Dopont) เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างและซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงานเคมี โดยเน้นในด้านการวางแผนและควบคุมเวลา
ตลอดจนค่าใช้จ่ายโครงการ CPM มักจะนำไปใช้กับโครงการที่ผู้บริหารเคยมีประสบการณ์มาก่อนและสามารถประมาณเวลารวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโครงการได้แน่นอน

PERT ดีกว่า CPM ตรงที่
1. pert เมื่อกล่าวถึงการนำ pert มาใช้ก็จะรวมไปถึงการทำ cpm ด้วย
1. pert การสามารถนำไปใช้กับโครงการที่มีเวลาดำเนินงานไม่แน่นอน ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่า CPM
2. pert ใช้กับโครงการวิจัยและพัฒนา
3. pert จะคำนึงถึงเวลาเป็นสำคัญพยายามหาวิธีการที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการดำเนินโครงการ

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ให้ท่านตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารโครงการใดโครงการหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ พร้อมตัวอย่าง

ให้ท่านตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารโครงการใดโครงการหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ พร้อมตัวอย่าง
1. ชื่อโครงการอะไร
2. โครงการมีการเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อใด
3. วงจรการดำเนินการเป็นอย่างใด
4. งบประมาณเท่าใด
5. ใช้ทรัพยากรในการทำงานเท่าใด อย่างไร
6. ทีมงานมีใครบ้าง
7. ใครทำอะไรบ้าง

ตัวอย่างเช่น.....
1. โครงการพัฒนาระบบทดสอบความรูืทางคณิตศษสตร์แบบออนไลน์
2. เริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 1 สิงหาคม 2553
3. ออกแบบ -> พัฒนาระบบ -> ทดสอบระบบ -> แก้ไข -> นำไปใช้จริง -> ดูแลระบบ
4. คอมพิวเตอร์พร้อมระบบปฏิบัติการ Window7 และโปรแกรม Microsoft Visual Studio 2008
ฐานข้อมูล sql server 2008 โปรแกรม Hotpotatoes 6
ข้อ 5และข้อ 6. ทีมงานประกอบด้วย
1. นายรังสรรค์ ศรีโคตร เขียนโปรแกม สร้างฐานข้อมูล
2. นายชวิน พลหาญ ออกแบบหน้าจอการใช้งาน
3. นายมนูญ สาวิสิทธิ์ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อสอบทางคณิตศาสตร์

ถ้าหากว่าผลการประเมินโครงการออกมาแล้วไม่ดี โครงการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ท่านจะทำอย่างไร

ถ้าหากว่าผลการประเมินโครงการออกมาแล้วไม่ดี แต่โครงการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ท่านจะทำอย่างไร
1. จะออกแบบและประเมินผลโครงการใหม่ เพื่อให้ได้สอดคล้องกับผลของโครงการ

การประเมินผลโครงการด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ จะประเมินผลโครงการอย่างไร

การประเมินผลโครงการด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ จะประเมินผลโครงการอย่างไร
ตามในเนื้อหาเลยน่ะครับ...
จะมีขั้นตอการประเมินดังนนี้นะครับ
1. การกำหนดโครงการที่จะทำการประเมิน (Program definition) ผู้บริหารโครงการจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าต้องการทราบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการใด ต้องการใช้ผลของการประเมินไปทำอะไร และเลือกผู้ที่จะทำการประเมิน ซึ่งต้องมีการพิจารณาร่วมกันว่าโครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะทำการประเมินเพียงใด โครงการที่สมควรที่จะได้รับการประเมินควรมีลักษณะพื้นฐานสำคัญ 3 ประการคือ เป็นโครงการที่เสนอแนวคิดในการจัดกระทำอย่างกระจ่างชัด เป็นโครงการที่บอกถึงวัตถุประสงค์ และ/หรือผลอย่างชัดเจน และเป็นโครงการที่แสดงเหตุผลและสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องของวัตถุประสงค์และ/หรือผลของ โครงการ อย่างไรก็ตาม หากโครงการที่ผู้บริหารต้องการให้มีการประเมินไม่มีลักษณะพื้นฐานดังกล่าว ผู้บริหารก็สามารถให้ทำการประเมินได้ โดยผู้บริหารเป็นผู้นิยามแนวความคิด วัตถุประสงค์ และผลที่ต้องการให้บังเกิดขึ้นในโครงการให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ผู้ประเมินทราบและถือเป็นกรอบความคิดในการประเมิน
2. การออกแบบการประเมิน (Design) แม้ว่าผู้บริหารส่วนใหญ่จะไม่ทราบถึงระเบียบวิธีการประเมิน แต่ควรมีส่วนร่วมในการพิจารณาความเหมาะสมของการวัดผลโครงการ ซึ่งผู้ประเมินอาจนำเสนอแบบการประเมินให้ผู้บริหารทราบว่า จะดำเนินการประเมินอย่างไร ประเด็นที่จะวัดมีอะไรบ้าง และจะวัดอย่างไร ผลของการวัดจะให้ความหมายอย่างไรต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารพิจารณาถึงนัยสำคัญหรือความสำคัญของสิ่งที่เป็นข้อค้นพบของการประเมินว่าจะนำไปใช้ในการปรับปรุงโครงการ หรือการบริหารที่เหมาะสมได้หรือไม่เพียงใด
3. การดำเนินการ (Implementation) การประเมินจะทำได้คำตอบสมบูรณ์และเป็นประโยชน์เพียงใด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในโครงการ และบุคคลส่วนใหญ่จะให้ความร่วมมือหากว่าผลการประเมินจะไม่เป็นโทษภัยมาถึงตัวเองหรือผู้ปฏิบัติคนใดคนหนึ่งในที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารและผู้ประเมินต้องทำความเข้าใจกันให้ได้ว่า ผลการประเมินจะนำไปสู่การพิจารณาถึงประสิทธิภาพประสิทธิผลของโครงการ ไม่ใช่เพื่อการพิจารณาความดีความชอบหรือพิจารณาโทษวินัยหรืออื่น ๆ แก่ผู้ปฏิบัติงานในโครงการ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในโครงการเต็มใจให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นจริง และไม่มองว่าผู้ประเมินไปจับผิดหรือตรวจสอบเพื่อพิจารณาโทษ ซึ่งจะทำให้ได้ผลการประเมินที่ถูกต้องเป็นจริงและเป็นประโยชน์ นอกจากนี้ ผู้บริหารควรให้แจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานในโครงการได้ทราบถึงเจตนารมณ์ในการประเมิน และขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือกับผู้ประเมินด้วย
4. การรายงาน (Reporting) ในการรายงานผลการประเมิน ผู้ประเมินต้องรายงานในสิ่งที่ผู้บริหารต้องการ มิใช่หมายความว่าให้รายงานผลอย่างที่ผู้บริหารต้องการให้เป็น แต่หมายความว่าให้รายงานในสิ่งที่ผู้บริหารต้องการทราบว่าผลเป็นอย่างไร หากรายงานผลมีประเด็นที่ผู้บริหารสนใจ ผู้บริหารก็จะเห็นความสำคัญของการประเมินผล และผลการประเมินก็จะได้รับการใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงการบริหารงานในโครงการ รวมทั้งการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ ดังนั้นผู้ประเมินกับผู้บริหารต้องมีการเจรจาตกลงกันในเบื้องต้นว่าต้องการให้รายงานผลในประเด็นใดบ้าง
5. การนิยามบทบาท (Role definition) ต้องทำการตกลงสร้างความเข้าใจระหว่างผู้บริหารโครงการกับผู้ประเมินว่าการประเมินโครงการเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และสามารถใช้ประโยชน์จากผลการประเมินเพื่อการปรับปรุงโครงการและพัฒนาประสิทธิภาพการบริหาร มิใช่ผู้ประเมินไปตรวจสอบการทำงานของผู้บริหาร และไม่ใช่ผู้ประเมินจะทำการประเมินผลโครงการเฉพาะในสิ่งที่ตนสนใจ ทั้งสองฝ่ายต้องพูดกันให้ชัดเจนแต่เบื้องแรกว่า บทบาทของผู้ประเมินเป็นเพียงผู้เก็บวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินคุณค่าของโครงการ และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงโครงการตามข้อมูลและแนวความคิดทางวิชาการ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการบรรยายรายงานสิ่งที่ปรากฏในโครงการ สิ่งที่ไม่ปรากฏในโครงการ และความสัมพันธ์ระหว่างเกณฑ์หรือมาตรฐานความสำเร็จที่กำหนดไว้ในแผนของโครงการกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในโครงการ ส่วนผู้บริหารเป็นผู้กำหนดขอบเขต และประเด็นที่ต้องการให้มีการประเมิน และพิจารณาวินิจฉัยคุณค่าและผลของการประเมินว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารโครงการหรือไม่อย่างไร
6. การดำเนินการถึงระดับมาตรฐานของโครงการ (Meeting of standard) ตามที่กล่าวไว้แล้วว่า ผู้ประเมินเป็นผู้เก็บความจริงที่ปรากฏในโครงการตามลักษณะและระดับการปฏิบัติงาน และถ่ายทอดให้ผู้บริหารทราบว่าการปฏิบัติจริงในโครงการมีความสัมพันธ์กับระดับมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด ในโครงการที่เกณฑ์หรือมาตรฐานกำหนดไว้อย่างชัดเจน ผู้ประเมินสามารถรายงานได้เลยกิจกรรมหนึ่ง ๆ ได้ดำเนินการไปถึงระดับมาตรฐานหรือไม่ แต่บางวัตถุประสงค์โครงการหรือบางโครงการเกณฑ์หรือมาตรฐานกำหนดไว้ไม่ชัดเจน ผู้ประเมินจะทำได้ก็เพียงสังเกตการณ์ เก็บข้อมูลและรายงานให้ผู้บริหารทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโครงการเท่านั้น เพราะไม่มีเกณฑ์วัดระดับความสำเร็จไว้ ในกรณีนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารโครงการที่จะตัดสินเองว่าผลการดำเนินงานดังกล่าวมีความสอดคล้องหรือเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์เพียงใด กิจกรรมใดที่ควรนำมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต
7. ความสำคัญของการศึกษาสาเหตุของปัญหา (Importance of "why") สำหรับผู้บริหารโครงการ ในการตัดสินหรือพิจารณาผลการปฏิบัติงานในโครงการ จำเป็นต้องทราบว่าปัญหาในการปฏิบัติงานคืออะไร มีปัญหามากน้อยเพียงใด อะไรเป็นสาเหตุแห่งปัญหาเหล่านั้น และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งผู้ประเมินและเจ้าหน้าที่ในโครงการต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ผู้ประเมินควรมีทักษะในการจำแนกแยกแยะปัญหา การสร้างแบบวัดที่สามารถสะท้อนปัญหาได้ โดยการตรวจสอบร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ในโครงการระหว่างการประเมินผล เพื่อให้คำอธิบายที่เพียงพอจะตอบว่าอะไรเป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เมื่อการฝึกอบรมแสดงให้เห็นว่าระดับความรู้ความเข้าใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน เจ้าหน้าที่ในโครงการจะบอกได้ว่ามีหัวข้ออะไรบ้างที่ไม่มีการพูดกันหรือมีการบรรยายเพียงเล็กน้อยในระหว่างการฝึกอบรม หรืออาจพบว่าสิ่งที่ได้รับจากการศึกษาดูงานไม่เป็นไปตามโครงการเนื่องจากความไม่พร้อมของสถานที่หรือองค์กรที่เป็นแหล่งศึกษาดูงาน หรือกลุ่มที่จะให้ไปดูงานกำลังประสบปัญหาภายใน ทำให้ประสบการณ์จากการศึกษาดูงานไม่ให้ผลเท่าที่ควร ส่งผลให้ระดับความรู้ความเข้าใจในการฝึกอบรมบกพร่องลงไป ในบางโครงการ สาเหตุของปัญหาอุปสรรคในโครงการมีความซับซ้อน แต่คำตอบประเด็นดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับผู้บริหารในการพิจารณาเลือกแนวทางการทำงานต่อไป ในกรณีนี้ ผู้บริหารโครงการและทีมงานอาจต้องเป็นฝ่ายหาข้อมูลมาประกอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ผู้ประเมินค้นพบ เพราะเป็นฝ่ายที่อยู่ใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องกับเจ้าหน้าที่ในโครงการ จึงกล่าวได้ว่า บางกรณี เจ้าหน้าที่ในโครงการสามารถหาข้อมูลได้ง่ายกว่าผู้ประเมิน โดยเฉพาะข้อมูลที่ล่อแหลมบางประการ

ทำไม่จะต้องมีการประเมินผลโครงการ

ทำไม่จะต้องมีการประเมินผลโครงการ
ในการประเมินโครงการมีเป้าประสงค์หลักคือ ต้องการข้อมูลที่บ่งชี้ว่าโครงการที่ดำเนินการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่หรือเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการตัดสินใจในการดำเนินการหรือไม่ รวมถึงการศึกษาว่าในการดำเนินการโครงการมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขในเรื่องอะไรบ้าง และเป็นโครงการที่มีคุณค่ามากน้อยเพียงใด

1. การประเมินเป็นเครื่องรับรองคุณภาพในการให้บริการ ถึงแม้จะไม่สามารถประกันผลสัมฤทธิ์ขั้นสูงสุดของโครงการได้ แต่ก็สามารถจะรับรองคุณภาพของการให้บริการในระดับหนึ่งได้
2. การประเมินผลช่วยให้ได้ข้อมูลซึ่งเป็นสารสนเทศที่มีคุณค่าสำหรับหน่วยงานในพิจารณาจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ในโอกาสต่อไป
3. การประเมินผลช่วยชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละโครงการตามลำดับก่อนหลัง โดยสามารถจะทราบได้ว่า โครงการใดมีความจำเป็นเร่งด่วนกว่ากัน ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการคัดเลือกโครงการ ตลอดจนช่วยลดความกดดันจากอำนาจทางการเมือง อันเนื่องมาจากโครงการมีจำนวนมาก แต่เงินทุนสนับสนุนมีจำนวนจำกัด ดังนั้น การประเมินผลโครงการต่าง ๆ อย่างมีระบบและครบถ้วนทุกขั้นตอน จะทำให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยชี้แนะได้ว่า โครงการใดควรจะได้รับการพิจารณาให้การสนับสนุน และโครงการใดควรจะให้การสนับสนุนในลำดับถัดไป
4. การประเมินผลช่วยให้ได้ข้อมูลป้อนกลับจากผู้รับบริการ ข้อมูลประเภทนี้ทำให้ทราบถึงข้อจำกัดและปัญหาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน เพื่อนำมาปรับปรุงโครงการ ตลอดจนเพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ
5. การประเมินผลช่วยให้ทราบถึงผลผลิตโครงการทั้งในด้านที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ควบคู่กันไป ถึงแม้ว่าการดำเนินโครงการต่าง ๆ ล้วนมีแต่จุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตที่พึงประสงค์เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็อาจจะมีผลผลิตบางส่วนที่ไม่พึงประสงค์เกิดตามมาด้วย

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

จงแบ่งงานย่อยของโครงการของท่าน แล้วใช้ MsProject ทำ Grantt, หา Critical Path


Critical Part

การบริหารโครงการ และการพัฒนาโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง .....ตอบคำถาม

เป็นไปได้......ที่จะเกิดโปรแกรมดังกล่าวขึ้นโดยมีกระบวนการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. รวบรวมความต้องการที่จะมีในการบริหารจัดการโครงการโดยรวมซึ่งรายละเอียดต่างๆ ก็จะมีในรายวิชาการบริหารโครงการ
2. ทำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโปรแกรมของ Microsoft Project เกี่ยวกับการทำานเบื้องต้นว่าสามารถทำอะไรได้บ้างที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของความต้องการที่เรารวบรวมได้
3. ศึกษาความเป็นไปได้ในการเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ว่าต้องใช้โปรแกรมอะไรในการเพื่อที่จะได้ตรงกับความต้องการ
4. ลงมือเขียนโรแกรม

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

AON and Critical path of Case Study


Critical Part 1 เส้นทาง ดังนี้ WBS 1.0 -> WBS 3.0 -> WBS 4.1 -> WBS 4.2 -> WBS 4.3 -> WBS 4.4
-> WBS 4.5 - > WBS 5.1 -> WBS 5.2 -> WBS 5.3 -> WBS 5.4 -> WBS 5.5 -> WBS 6.1 ->WBS6.2 = 10 + 10 + 10 + 20 + 20 + 10 + 10 + 5 + 5 + 7 + 5 + 5 + 10 = 127

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ระบบทดสอบความรู้ทางคณิตศาสตร์แบบออนไลน์

ระบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ออนไลน์

1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การศึกษานั้นนับว่ามีความสำคัญต่อกรพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ถ้าประชาชนของชาติใดไม่มีความรู้ก็ยากที่จะพัฒนาประเทศนั้นได้ นอกจากนี้การศึกษายังนับว่าเป็นเกราะป้องกันตัวเองและด้วยเช่นกัน หนทางการศึกษาหาความรู้มีอยู่มากมายหลายทางตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนถึงการศึกษาจากธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเองของเรา ดังที่จะเห็นจากความหมายในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ว่า “ การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ”
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในการศึกษาในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นอย่างยิ่ง ด้วยความสามารถของเทคโนโลยีเครือข่ายอินเตอร์เน็ทที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นการสนับสนุนการสึกษาทางไกลซึ่งไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ที่ใดก็สามารถเรียนใด้ ทั้งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษา การเดินทางเพื่อการศึกษา รวมถึงเป็นแนวทางที่จะสนับสนุนนโยบายการศึกษาของชาติและแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2547 - 2549 ) โดยมีเป้าหมายว่า ผู้เรียนในสถานศึกษาทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการใช้และมีทักษะ ICT สถานศึกษาสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทได้มีระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถจัดการเรียนการสอน และการใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้และมี เว็บไชต์เพื่อการให้บริการการศึกษา
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการศึกษาเรียนรู้ของมนุษย์เป็นอย่างมาก พลังของเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถขจัดข้อจำกัดทงการศึกษา ทางกาลเวลา ระยะทาง ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมุลเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ซึ่งจากวิวัฒนาการนี้เองก่อให้เกิดรูปแบบของการศึกษาที่ไร้พรมแดน
สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ) ได้รายงานผล จำนวนและร้อยละของนักเรียนที่ได้คะแนน O-NET ม.6 ในช่วงคะแนนต่างๆ ระดับประเทศ ปีการศึกษา 2551 ของวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่ง ร้อยละช่วงคะแนนที่มากที่สุดคือ ช่วงคะแนน 20.01 – 30.00 ซึ่งได้ร้อยละ 36.71 ซึ่งเป็นที่น่ากังวลเป็นอย่างมากเพราะช่วงคะแนนดังกล่าวช่วงคะแนนที่น้อยมาก จึงได้เล็งเห็นปัญหาของการศึกษาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยและการสอบ O-NET ดังกล่าวในปัจจุบัน ว่าการเตรียมความพร้อมของเด็กในการทดสอบคณิตศาสตร์นั้น นอกจากจะมีการเรียนการสอนในโรงเรียน การทบทวนที่เรียนมา การฝึกทำโจทย์ และการไปเรียนเพิ่มเติมโรงเรียนกวดวิชาตามที่ต่าง ๆ อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการเตรียมความพร้อมต่อการสอบ O-NET ของเด็กเท่าที่ควร รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากเด็กในเขตเมืองจะมีโอกาสที่ได้เตรียมความพร้อมมากกว่าเด็กที่อยู่นอกตัวเมือง ก็ทำให้เด็กในตัวเมืองมีโอกาศที่จะได้คะแนนในการสอบมากกว่าเด็กนอกตัวเมือง
การทดสอบความรู้ออนไลน์จะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาของการเตรียมความพร้อมของเด็กไม่ว่าจะเป็นเด็กในตัวเมืองหรือเด็กนอกตัวเมือง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา 2542 มุ่งหวังให้เยาวชนไทยเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด จึงทำให้เกิดการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในวงการการศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตอบสนองนโยบายทางการศึกษาที่เป็นการศึกษาเพื่อ “ ประชาชนทุกคน ” (Education for All) อันจะเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคมโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา
ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาพัฒนาประเทศหลายประการ ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นเลขานุการ[53] โดยมีพระราชดำริให้โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นโครงการนำร่องและใช้เป็นตัวอย่างในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ และมีพระราชประสงค์จะให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นๆ มารับช่วงต่อไป[54] พระองค์ทรงเริ่มนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนในชนบท ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2538 ใน โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโรงเรียนในชนบท โดยพระราชทานเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปรณ์ที่จำเป็นเพื่อจัดตั้งเป็นห้องเรียนขึ้น และพัฒนามาจนสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ
ด้วยปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในทางด้านการศึกษาและการทดสอบความรู้ของเด็กไทยมนปัจจุบัน มีองค์กรณ์ต่าง ๆ พยายามส่งเสริมการเตรียมความพร้อมของการสอบไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลเอง เปิดโครงการติวเตอร์ชาแนลเข้ม 'GAT-PAT 'ถ่ายสดทางฟรีทีวี โดยมีนาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานโครงการติวเข้มเติมเต็มความรู้ หรือ ติวเตอร์ชาแนล เพื่ออนาคตชาติ เพื่อโอกาสทุกคน เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยที่ต้องการเตรียมความพร้อมในการสอบ รวมไปถึงองค์กรเอกชนต่าง ๆ เราจึงได้มีแนวคิดที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความพร้อมให้กับเด็กทุกคนโดยใช้ความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศ Internet มาช่วยโดยการจำทำระบบทดสอบออนไลน์โดยนำข้อสอบ O – net เก่าของวิชาคณิตศาสตร์ของแต่ละปีมาให้เด็กที่ต้องการจะทดสอบตัวเองก่อนสอบจริงโดย ระบบจะทำจับเวลาในการสอบเหมือนสอบจริงแล้วก็จะประมวลผลผลสอบเมื่อสอบเสร็จ แล้วระบบจะทำการเก็บสถิติต่าง ๆ ของเด็กที่เข้ามาสอบ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุล เพศ ระดับชั้น โรงเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ อื่น ๆ ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของเด็กแต่ละคน เพื่อนพค่าสถิติเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาต่อไป

2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์
2.2 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางการศึกษา ของวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบเว็บแอฟฟลิเคชั่นบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ท
2.3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการเตรียมความพร้อมในการสอบและหลังสอบจริงเพื่อเป็นแนวทาง ในการแก้ปัญหาการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยในปัจจุบัน

3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
3.1 เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่ต้องการเพิ่มความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์
3.2 ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะการถ่ายทอดเนื้อหาผ่านมัลติมีเดียที่ได้รับการ ออกแบบและผลิตอย่างมีระบบจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการเรียนจากสื่อข้อความเพียงอย่างเดียว
3.1 ช่วยทำให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลใดก่อนหรือหลังก็ได้ ตามพื้นฐานความรู้ ความถนัด และความสนใจของตน ทำให้ได้รับความรู้และมีการจดจำที่ดีขึ้น
3.2 ช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้ หรือหาความรู้เพิ่มเติมจากการเรียนในห้องเรียนปกติ
3.3 ช่วยให้ผู้สอนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนได้ตลอดเวลา
3.4 ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอน และกับเพื่อน ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย
3.5 ประหยัดเวลา และงบประมาณในการจัดการเรียนการสอน โดยลดความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือราคาแพง หรือเครื่องมือที่อันตราย
3.6 ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ รวมทั้งเนื้อหามีความทันสมัย และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันได้อย่างทันที
3.7 ด้วยเทคโนโลยีและสื่อการเรียนที่ทันสมัย จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียนที่จะเข้ามาสนใจวิชาคณิตศาตร์มากขึ้น
3.8 ทำให้เกิดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนในวงกว้างขึ้น เป็นการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
4. เป้าหมายของโครงการ
4.1.1 เป้าหมายเชิงปริมาณ
4.1.1.1 มีนักเรียนเข้ามาร่วมเข้าเรียนและร่วมทำการทำสอบประมาณ 500 คน จากทั่วประเทศ
4.1.1.2 นักเรียนสามารถสอบ O– net ได้คะแนนที่ดีขึ้นโดยเพิ่มขึ้นจาก ช่วงคะแนน 20.00 - 30.00 เป็นช่วงคะแนน
40.00 – 50.00 คะแนน โดยสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 20 จากปกติ
4.1.2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ
4.1.2.1 นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องคณิตศาสตร์ได้มากขึ้น
4.1.2.2 นักเรียนสามารถเรียนแลทดสอบความรู้ทางคณิตศาสตร์จากที่ไหนก็ได้ที่มีระบบอินเตอร์เน็ท
5. แผนงาน ( งานย่อย )
แผนงาน เวลาที่ใช้น้อยที่สุด (วัน) เวลากลาง (วัน) เวลาที่ใช้มากที่สุด (วัน) ค่าใช้จ่าย
( บาท )
1. ศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาทาง
การเรียนการสอนของวิชาคณิตศาสตร์ 10 15 20 3,000
2. นำเสนอหัวข้อต่ออาจารย์ที่ปรึกษา 2 2 2 500
3. วิเคราะห์ระบบงาน 20 30 40 6,000
4. ออกแบบระบบงาน 20 30 40 6,000
5. ออกแบบฐานข้อมูล 5 8 10 1,600
6. ออกแบบหน้าจอ 10 15 18 3,000
7. พัฒนาระบบทั้งหมด 50 60 70 18,000
8. ทดสอบระบบงาน 3 4 5 800
9. จัดทำคู่มือ 20 25 28 5,000

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำไมเราจะต้องบริหารโครงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ ICT ให้ความสำคัญเพราะอะไร

เนื่องจากโครงการเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติ พร้อมกับงบประมาณที่ใช้จ่ายในการบริหารโครงการ ซึ่งถ้าไม่มีการบิรหารจัดการโครงการแล้วนั้นก็จะทำให้ การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างล้าช้าพร้อมกับเสียงบประมาณไปอย่างสิ้นเปลืองแล้วก็ไม่ได้ตรงตามเป้าหมายที่ต้องการโครงการนั้น แล้วในส่วนของการพัฒนาด้าน ICT นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนวงการ ICT ไปเพราะโครงการที่เกี่ยวกับ ICT นั้นต้องมีการวางแผนโครงการที่เป็นกระบวนการและเป็นระบบเนื่องจากมีขั้นจอนการปฎิบัติที่ชับช้อนกว่าโครงการอื่น ๆ